Work Text
วานรขนดำนั้นว่องไวนักเทหะยักษายืนนิ่ง เขาไม่ได้ตั้งท่าต่อสู้ แต่ก็เตรียมพร้อมจะปัดป้องหรือรับการโจมตีอยู่ทุกชั่วขณะหลังจากล้มทหารยักษ์ได้อย่างง่ายดาย เจ้าลิงก็มุ่งเป้ามายังเขาทันทีมันหยั่งเชิงเขา พุ่งเข้าโจมตี แล้วดีดตัวหนีกลับออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยช่องว่างให้โจมตีกลับ แม้การโจมตีจะเบา แต่ก็มีประสิทธิภาพ มันกำลังหาช่องว่าง กำลังศึกษาทั้งกำลังของเขาและของมันเอง จากมีดคู่คมปลาบ แปรร่างเป็นแขนกลคู่ใหญ่ทรงพลัง เพียงกระแทกหมัดก็ส่งเสียงกัมปนาท กระทั่งพวกวานรที่ถอยไปหลบก็ยังสะดุ้งเทหะยักษาขยับเท้า ขยับมือเตรียมพร้อม เมื่อหมัดเหล็กคู่นั้นพุ่งเข้ามา เขาไม่จำเป็นต้องหลบการโจมตีของมันทรงพลัง หากเป็นยักษาทั่วไป ยกแขนรับตรงๆคงจะแหลกไปแล้วอย่างแน่นอนแต่เทหะยักษาไม่ใช่เพียงยักษ์ทั่วไป เขารับการโจมตีได้ทุกหมัด แรงกระแทกเพียงไม่กี่ครั้งส่งจนพื้นยุบ แต่พญายักษายังทำท่าประหนึ่งเพียงปัดแมลงที่กวนใจวิชชุไม่ได้เสียกำลังใจหรือรำคาญใจในท่าทางนั้นเทหะยักษาหยิ่งทะนงและลำพอง จึงได้เดินเข้ามาหาเอง เห็นได้ชัดว่าต้องการจะท้าทายอำนาจอาวุธวิเศษวานรขนดำรักษาความสุขุมของตนไว้ เกราะแขนกลเทวะอาจพิฆาตยักษ์มามาก แต่นั่นคือเมื่อประทับร่างสายเลือดพระพาย มิใช่วานรสามัญเช่นเขาซึ่งจะไม่มีวันใช้พลังของมันได้อย่างเต็มที่รู้อย่างนั้น เขาก็อดคิดไปถึงผู้สืบสายเลือดพระพายไม่ได้แม้จะเพียงชั่วเสี้ยวพริบตา กิริยานั้นก็ไม่รอดพ้นสายตาของพญายักษาเจ้าวานรน้อยกำลังว่อกแวกเขาเปิดฉากโจมตีทันที พุ่งเข้าหมายจะคว้าคอเจ้าลิงที่รีบเผ่นหลบไปอย่างรวดเร็ว หมัดต่อมาพลาดขนมันไปเพียงเส้นยาแดง พื้นซึ่งคือลำต้นของต้นมณีโคดแตกเป็นวงกว้าง หมัดที่สามวิชชุต้องใช้แขนเกราะรับการโจมตี ซึ่งแม้รับได้ก็ยังถูกแรงซัดกระเด็นไปไกลมันหลบเลี่ยงการโจมตีของเขาไปอีกหลายกระบวนท่า หากโจมตีคืนได้บ้างก็จะรีบถอยออกไปเพื่อรักษาระยะห่าง ทุกครั้งที่ถอยออกไป ตาของมันจะหลุบมองไปทางอื่นชั่วขณะ"มองหาองค์ชายอยู่หรือ เจ้าลิง"มันสะดุ้งทันที แม้จะแค่เท่าลมหายใจยุงมันก็สะดุ้งให้เขาเห็นความเมืองในอาณาจักรวานร มีหรือเทหะยักษาจะไม่รู้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เล็งเห็นว่าองค์ชายตัวดีจะหายหัวไปจากพิธีการสำคัญเยี่ยงนี้ก็ตามองค์ชายวาตะผู้ควรสืบทอดเกราะแขนกลเทวะเป็นลิงเหลวไหลไม่ได้ความ ส่วนยอดฝีมือตรงหน้า วิชชุ บุตรแห่งบ้านสลาตันไม่มีสายเลือดพระพายโดยตรง คงจะถูกเลี้ยงมาโดยตั้งใจให้เป็นองครักษ์มากกว่าอย่างอื่นและแม้จะเป็นยอดฝีมือ ก็ยังเยาว์วัย"อย่าได้ห่วงมันไปเลย จัดการเจ้าแล้วข้าจะให้ทหารตามหาตัวมัน ลากมันมาดูศพเจ้ากับท้าววาโย" เทหะยักษาเอ่ย ลองยั่วโทสะมันดูจากอาการว่อกแวกที่จับได้ก็ได้ผลทันตา "เจ้าอย่าบังอาจ!!!" วิชชุตะโกนลั่น โหมพลังโจมตีเข้าใส่สุดแรง "ข้าไม่ให้เจ้าแตะต้ององค์ชาย!!" มันว่าต่อ ยังคงโจมตีเข้าไปอย่างต่อเนื่อง "หรือท่านท้าววาโย!!" แรงตีของมันหนักหน่วงกว่าเดิม เทหะยักษาไม่อาจรับได้ด้วยแขนเพียงข้างเดียวอีกต่อไป เขาต้องรับด้วยสองแขน กระนั้นก็ยังแทบจะเซไป แต่เจ้าลิงก็เสียสมาธิและความสุขุมของมันไปแล้วเขาเห็นได้ว่าวิชชุยังพยายามข่มใจตน ด้วยรู้ดีว่าศัตรูตรงหน้าไม่อาจชนะได้โดยสักแต่ใช้แรงเข้าว่า มันยังมองหาจังหวะถอยหลบ เมื่อใดเขาตอบโต้จะดีดตัวห่างให้พ้นระยะ"จะสู้ไปทำไม ต่อให้เจ้าชนะวันนี้ ผู้สืบทอดเหลวแหลกเช่นนั้นมีแต่จะทำให้มณีโคดล่มจม" พญายักษาเอ่ยอีก เจ้าลิงก็แยกเขี้ยว ไม่ได้ทันรู้ตัวว่าถูกยั่วโมโห"ยักษาโฉดชั่วเช่นเจ้า ข้าจะฝังไว้เป็นปุ๋ยให้ต้นมณีโคด!""เจ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู" วิชชุเคลื่อนไหวเร็วกว่าเขาอยู่เล็กน้อย แต่ยิ่งไล่บี้เข้าไป ก็ยิ่งตามใกล้เข้าเท่านั้น วิชชุต้องใช้แรงมากกว่าเขา มันเคลื่อนไหวมากกว่าเขามาตั้งแต่ต้น ทั้งเกราะแขนกลก็ไม่ยอมรับมันเป็นนายอย่างเต็มร้อยหากยื้อกันต่อไป วิชชุเองจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในไม่ช้ามันจึงโต้ตอบ แทนที่จะหลบหลีกอย่างเคยก็โจมตีสวนเข้าไป แม้จะเสี่ยงชีวิตตนเองยิ่งกว่าเดิม วิชชุพลาดถูกหมัดของเทหะยักษาเข้าไปจนกระเด็นล้มกลิ้งไปหลายตลบ เมื่อดันตัวขึ้นมาได้ยังถึงกับสำลักเลือด แต่มันยังไม่ยอมแพ้ เอาหลังมือปาดเลือดพลางมองพญายักษ์ที่ย่างสามขุมเข้าไปหา"ใยไม่ให้ข้าครองดินแดนนี้แทนองค์ชายเหลวไหลของเจ้า" เทหะยักษาเอ่ยอีก ยื่นมือมาจะคว้าตัววานร แต่วิชชุยังมีแรงถอยหนี พญายักษ์ทำเป็นไม่ตาม กลับมองไปทางพวกลิงที่ยังหลบกันอยู่ตามซอกมุมท้องพระโรง ยังลอบเห็นลูกลิงขนดำที่เกาะแน่นกับท้าววาโยที่โอบมือสั่นเทาปกป้องไว้"หรือไม่อย่างนั้น...สู้ข้าลากองค์ชายนั่นมาฆ่าทิ้ง ให้เจ้าครองมณีโคดเป็นเมืองขึ้นต่อคีรีกัณฑ์เป็นอย่างไร" เขาทำเป็นเสนอ เห็นเพลิงโทสะในดวงตาเจ้าลิงที่บาดเจ็บลุกโชนขึ้นมากับตา"เจ้าอย่ามาดูถูกข้า!!" มันตะโกนพร้อมกระโจนเข้าใส่ เกราะแขนกลเปลี่ยนร่างอีกครั้ง ครานี้เป็นดาบเล่มเขื่องเกินตัวเจ้าของเสียอีก แต่เผ่าวานรมีพละกำลังมากพอจะใช้อาวุธที่ดูเกินตัว"ไอ้ยักษ์โฉดชั่ว! ลงนรกไปซะ!" มันโถมฟันเข้ามา ไม่มีการยั้งมือหรือประมาณกำลังตนอีกต่อไป เทหะยักษายังไม่เคยเห็นร่างนี้ของเกราะแขนกลเทวะ ชั่วขณะที่แปลกใจนั้นจึงกะจังหวะที่จะรับดาบผิดไป ใบดาบฟันแขนลึกเกือบถึงกระดูกกระนั้นก็ยังไม่เพียงพอวิชชุถูกซัดกระเด็นออกมา ครั้งนี้เมื่อตั้งหลักได้จะลุกขึ้นก็ถูกซ้ำจนลอยไปกระแทกผนัง เกราะแขนกลเทวะเมื่อผู้ใช้อ่อนแรงเข้าก็คลายสภาพ กลับมาเป็นเพียงเกราะแขนกับมีดคู่"ข้าเล่นพอแล้ว ลิงน้อยเอ๋ย ถึงเวลาจัดการให้จบเสียที" พญายักษาก้าวตามเจ้าลิงที่กระเด็นไป คีบคอขึ้นมาจับไว้อย่างง่ายดาย"อ...ไอ้เดนตาย! ปล่อยข้า!" มันยังดิ้นรน กระเสือกกระสนตะกุยมือที่จับคอไว้เทหะยักษาจับวิชชุให้หันไปมองทางเหล่าวานรที่หลบอยู่"ลูกลิงขนดำๆนั่น น้องเจ้าใช่ไหม" เขาเอ่ยถามอย่างเรียบง่าย แต่วิชชุเบิกตาขึ้น ตระหนกและหวาดกลัวยิ่งกว่ายามประจันหน้ากับพญายักษา ถูกแล้ว เขาเป็นบุตรคนโต มีน้องอีกสามตัว"ม ไม่!!! ห้ามแตะพวกเขา! เจ้าจะทำอะไร!" วิชชุยิ่งตื่นตระหนก ยิ่งตะเกียกตะกาย เทหะยักษาเขวี้ยงมันกระแทกพื้นแล้วเหยียบซ้ำลงไปจนร้องไม่ออก"แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้ ข้าจะแสดงให้ดูว่าเจ้านั้นอ่อนแอ และแม้แต่เกราะวิเศษ ต่อหน้าข้าก็เป็นเพียงของเล่น" เทหะยักษาว่า พลางก้มลงไป จับคอวานรขนดำที่สะบักสะบอมยกขึ้นให้ระดับสายตาเท่ากันเขาเรียกทหารยักษ์เข้ามา เขวี้ยงร่างวิชชุให้พวกมันจับตัวเอาไว้ แล้วจึงหันไปทางเหล่าวานร ท้าววานรา วาโยก้าวออกมาขวางระหว่างเทหะยักษากับประชาชนของตน"ท่านเทหะยักษา...""ไม่! ท่านจ้าว! ท่านจะยอมศิโรราบไม่ได้ ท่านจ้าว!" วิชชุร้อง พยายามดิ้นรนแต่ไร้ผล"อย่างน้อย..ท่านโปรดไว้ชีวิตพวกเด็กๆ" สิ้นเสียงท้าววาโย ลูกวานรขนดำตัวหนึ่งก็วิ่งออกมาขวาง"อย่าออกมา!" วิชชุร้องลั่นมาแต่ไกล พยายามจะเอื้อมมือ จะเอาตัวเองออกมาจากการจับกุมของทหารยักษ์ก็ทำไม่ได้"ข้าจะ...ข้าจะปกป้องท่านวาโย" วานรน้อยนั้นตะโกนสู้ ในมือมีเพียงมีดยาว ทั้งยังสั่นกลัวเป็นเจ้าเข้า แม้เทหะยักษามองมันตรงๆก็ยังไม่ยอมถอยไป"เจ้าโง่ ถอยออกมา!" ท้าววาโยรีบเรียก แต่สายไปเสียแล้วบุตรคนรองแห่งบ้านสลาตัน ถูกเทหะยักษาบีบกะโหลกแตกต่อหน้าพี่ชายตนเองจากตรงนั้น วิชชุไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว เขาจำได้แต่เสียงกรีดร้องของตนเอง จำได้แต่น้ำตาที่ไหลอาบหน้า ดูเหมือนว่าจะอาละวาดได้อีกชุดใหญ่ ฝืนดึงพลังจากเกราะแขนกลเทวะจนแม้แต่ร่างกายตนเองก็แทบหมดสภาพก่อนที่จะถูกเทหะยักษากำราบอีกครั้ง เขาได้ยินเสียงพญายักษาสั่งให้ 'เลาะ' เกราะแขนกลเทวะจากร่างตนท้าววาโยถูกจับไว้เช่นกัน ให้ดูเหล่าวานรที่เปรียบเสมือนลูกของตนถูกสังหารทีละตนๆ ก่อนที่จะถูกเหยียบจนตายอาณาจักรมณีโคดจึงพ่ายแพ้ต่อคีรีกัณฑ์องค์ชายวาตะมาพบแต่ต้นซากต้นมณีโคดที่มอดไหม้ ร่างย่อยยับของบิดาตน.....แต่ไม่มีศพของวิชชุ
----- CHAPTER BREAK -----
คุกใต้ดินนั้นทั้งมืด ทั้งชื้น และมีกลิ่นอับน่ารำคาญจมูกเป็นอย่างยิ่งตรวนล่ามคอหนักจนไม่อยากลุก ข้อดีอย่างหนึ่งของการเกิดเป็นวานร คือจะไม่ถูกยักษาจับใส่กุญแจมือ เนื่องจากพวกมันไม่มีกุญแจมือที่เล็กพอ ข้อเสียคือตรวนที่ล่ามคอมันอึดอัดสิ้นดีร่างกายของวิชชุปวดไปทั้งตัว รอยแผลถลอก รอยกดจากเกราะแขนกลยังเหลืออยู่อันที่จริงเกราะมันไม่ได้แกะจากตัวเขายากนักหรอก เกราะแขนกลเทวะไม่อยากอยู่บนตัวเขาเลยด้วยซ้ำ แต่การแงะมันออกไปจากร่างอย่างไม่เบามือของพวกยักษาทำให้ร่างที่บอบช้ำอยู่แล้วยิ่งระบมไปกันใหญ่วิชชุนอนตะแคง คงจะอยู่ท่าเดิมตั้งแต่โดนหิ้วมาโยนทิ้งไว้ในนี้ และเขาก็ไม่อยากขยับตัว เรียกได้ว่าหมดอาลัยตายอยากไปแล้ว น้ำตาก็ไม่เหลือแล้ว เขาจำได้ว่าท้าววาโยตายแล้ว น้องชายน้องสาวก็ตายแล้ว วาตะ...วาตะอยู่ที่ไหนไม่รู้ แต่ก็คงตายไปแล้วเหมือนกันมีแต่คำว่าตายวนเต็มหัว ที่นี่จริงๆแล้วอาจจะเป็นนรกก็ได้ เขาเองก็คงตายไปแล้วแน่ๆเมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด วิชชุก็เห็นว่ามีถาดอะไรบางอย่างอยู่ตรงหน้า และทั้งที่คิดว่าควรจะนอนเฉยๆไปจนกว่าจะตาย มืออ่อนแรงของเขาก็ยังคงเอื้อมไปลากมันเข้ามาอาหาร ปรุงอย่างเลวจนแทบมองไม่ออกว่าเนื้อหรือผัก เน่าหรือยังก็ไม่แน่ใจ หากกินเข้าไปอาจจะยิ่งตายไว ซึ่งเขาก็ไม่ว่าอะไรมันฝังหัวไปเสียแล้ว สิ่งที่ท้าววาโยสอนเขากับวาตะวิชชุจำได้ดีถึงวันที่เคยเล่นกันกับวาตะ เล่นต่อสู้ ปลุกปล้ำกันจนมอมแมมทั้งคู่ แล้วท้าววาโยก็มา เรียกเข้าไปหา ยื่นผลไม้ให้คนละลูก พร่ำสอนไปขณะที่เด็กๆทั้งสองกินผลไม้อย่างเอร็ดอร่อย'พวกเจ้าจงจำไว้ อาหารจะทำให้เจ้ามีแรง การนอนหลับจะทำให้สมองเจ้าปลอดโปร่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็อย่าได้เอาชีวิตไปทิ้งโดยการปล่อยให้ตนเองขาดสองสิ่งนี้เป็นอันขาด'ท้าววาโยมักสอนอย่างนั้น หากป่วยไข้ก็จะบังคับให้กินให้นอน หากกินแล้วอาเจียนก็จะเปลี่ยนหาอย่างอื่นให้กิน แม้แต่น้ำเปล่าหรือน้ำมะพร้าวก็ยังดีกว่าไม่กินอะไรเลยผลคือเด็กทั้งสองโตมากินเก่งยิ่งกว่าอะไรดี หนึ่งเรื่องที่ไม่แพ้และไม่มีวันยอมกันก็มีแต่เรื่องกินนี่เองตอนนี้วิชชุก็กินอาหารเลวๆนั่นเข้าไป แม้รสชาติจะบรรลัยพอๆกับการโดนหน้าแข้งยักษาบางตนฟาดหน้า เขาก็กินทั้งที่ไม่แม้แต่จะคิดมีชีวิตอยู่แล้ว แต่ร่างกายนี้ถูกฝึกเช่นนั้น หากยังไม่ตายก็จะไม่ยอมตายไปง่ายๆเพราะยอมแพ้เป็นอันขาดไม่รู้ทำไม อยู่ดีๆก็อยากอัดไอ้องค์ชายวาตะขึ้นมาเฉยๆ ถึงจะสาบานกับตนเองว่าจะปกป้ององค์ชายด้วยชีวิต แต่ในเมื่อมันไม่ได้มาอยู่ให้ปกป้องแล้วมันน่าโมโหนัก หากเจอกันในโลกหลังความตาย จะกระทืบจนจุติลงมาเกิดเลยทีเดียว แล้วก็อาจจะตามลงมาด้วย หากชาติหน้ามีจริง เกิดใหม่เป็นพี่น้องกันก็คงไม่เลวนัก...คิดไปได้ถึงตรงนั้นวิชชุก็แค่นหัวเราะ สีข้างปวดแปลบขึ้นมาทันที"มีอะไรตลกหรือ"เสียงที่จู่ๆพูดขึ้นมาทำให้วิชชุผุดลุกขึ้น ถอยห่างจากลูกกรงทันที มันเป็นเสียงของยักษา เสียงที่คุ้นมากเสียด้วย"ข้าก็ว่าเจ้ายังไม่ตาย อาหารก็ยังกินได้ แต่นึกไม่ถึงว่าจะยังมีอารมณ์ขัน หรือข้าทำอะไรกระแทกหัวเจ้า?" เทหะยักษายืนอยู่นอกห้องขัง ยกมือลูบคาง วิชชุไม่ทันสังเกตมาก่อน แต่คงจะยืนอยู่สักพักใหญ่แล้วเขาไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงแยกเขี้ยว มองอีกฝ่ายหัวจรดเท้า ไม่ผิดตัวแน่นอน เทหะยักษามายืนอยู่ตรงหน้า แต่บรรยากาศกดดันน่าเกรงขามเบาบางลงไปจากปกติมาก"เจ้าชื่ออะไร" เทหะยักษาถาม ไม่มีท่าทีข่มขู่แต่อย่างใด วิชชุขู่ตอบในลำคออย่างเดียว"วิชชุใช่ไหม? พวกลิงมันเรียก" แล้วถามทำไมวะ วิชชุคิดในใจ"ยักษาอย่างเจ้า ยังมีเวลาจำชื่อข้าอีกหรือ" วานรหนุ่มแค่นยิ้ม ประชดตอบไป"เพราะเจ้ายังพอมีดีให้จำ" เทหะยักษาเอ่ย ยกแขนขวาตั้งขึ้นแล้วดึงผ้าพันแผลออกให้ดูรอยแผลพาดขวางแขนสีเขียวนั้น"เฮอะ...ก็แค่รอยข่วน" วิชชุหัวเราะขื่นๆนึกสังเวชตนเอง เขาสู้จนหมดกำลัง ฝากรอยแผลได้เพียงเท่าแมวข่วน"รอยข่วนหรือ...นี่เกือบถึงกระดูก นอกจากสมัยเด็กๆแล้วไม่เคยมีผู้ใดทำได้ถึงเพียงนี้"วิชชุเบิกตาขึ้น เมื่อมองดีๆก็พบว่ารอยแผลนั้นลึกจริง เขาไม่ทราบหรอกว่ามันเกือบถึงกระดูกจริงไหม แต่ไม่ใช่เพียงรอยข่วน กระนั้นก็ยังเล็กจ้อยจนน่าขัน"แล้วอย่างไร อย่างเจ้าคงแทบไม่รู้สึก""ก็ถูกของเจ้า ข้าแทบไม่รู้สึก แต่หากเจ้าไม่ได้ใช้เกราะแขนกลเทวะ อาจจะทำให้รู้สึกได้มากกว่านี้""เจ้าเพ้อเจ้อ" เขาสวนไปทันที ไม่เข้าใจว่ายักษาตรงหน้าต้องการสิ่งใดจึงมาพูดเช่นนี้เทหะยักษาไม่ตอบ ยื่นมือไปข้างๆตัว เกร็งนิ้วเรียกเปลวเพลิงมารวมกัน ชั่วอึดใจ ในมือก็มีกระบองบรรลัยจักรอยู่วิชชุแทบจะเข่าอ่อน หากยืนอยู่ก็คงทรุดลงไปทีเดียว เมื่อคราวสู้กันเทหะยักษาใช้เพียงมือเปล่า นี่ยังมีอาวุธวิเศษอีก เขาเพิ่งตระหนักได้ถึงความห่างชั้น และความสิ้นหวังของมณีโคด"นี่คือกระบองบรรลัยจักร ข้าชิงมันมาจากเจ้าของเก่าได้เพราะข้าแข็งแกร่งกว่ามันผู้นั้น" เทหะยักษาว่า ขยับกระบองมาใกล้ลูกกรงให้เห็นชัดๆ จักรสามวงหมุนอยู่ในกระบองส่งเสียงชวนขนลุก วานรตัวจ้อยได้แต่นั่งนิ่งงัน เขาไม่กลัว แต่รู้สึกราวตัวเองเล็กลงจนแทบเหลือเป็นเพียงฝุ่นผงไร้ความหมาย นี่เองหรือเทหะยักษา ยิ่งใหญ่เสียจนนักรบอื่นใดๆก็เป็นได้เพียงเศษธุลีเมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์"กลับกัน แม้ท้าววาโยจะเลือกมอบเกราะแขนกลเทวะให้เจ้า เกราะนั่นกลับไม่ยอมรับเจ้าเป็นนายอย่างแท้จริง นอกจากจะเปล่งพลังไม่ได้อย่างเต็มที่ ยังไม่เข้ากับร่างกายเจ้าจนเจ็บปวดตลอดเวลาที่ใช้" เทหะยักษายกมือชี้วิชชุ ชี้ร่างกายบอบช้ำที่เต็มไปด้วยรอยกดจากเกราะแขนกลเทวะวานรน้อยจุกไปสนิท ใช่ เขาเจ็บตัวจากการฝืนใช้เกราะแขนกลเทวะมากกว่าที่ถูกเทหะยักษาทำร้ายเอาเสียอีก กระนั้นก็ฝืนใช้ เพราะเป็นอาวุธวิเศษ หากไม่ใช่มันแล้วจะมีหวังชนะยักษาได้อย่างไร เพราะเป็นอาวุธคู่บ้านคู่เมือง เป็นความภาคภูมิใจของราชวงศ์พายะ และอาณาจักรมณีโคด"ซ้ำเจ้ายังว่อกแว่ก เอาแต่มองหาองค์ชาย" ยักษาหนุ่มส่ายหน้าถอนหายใจ พลางเก็บกระบองบรรลัยจักรไป ให้มันสลายกลับเป็นเปลวเพลิง ถึงตอนนั้นวิชชุคล้ายได้สติขึ้นมา เทหะยักษายิ่งใหญ่อย่างไร ครองอาวุธวิเศษอย่างไร ก็ยังเป็นอมนุษย์ที่เดินอยู่บนดินเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เทวดาเสียหน่อย"เจ้าเอาเรื่ององค์ชายวาตะมายั่วโมโหข้าต่างหาก ไอ้ยักษ์ชั่ว" เขากล่าวสวนไป แต่อีกฝ่ายกลับยิ้มขึ้นที่มุมปาก"หึ... คิดว่าข้าสู้อย่างไม่ยุติธรรมงั้นหรือ""ใช่!" วิชชุเริ่มจะมีโทสะก็พุ่งตัวเข้าหาลูกกรง แต่ถูกตรวนล่ามดึงเอาไว้จนตัวแทบกระเด็นกลับ กระนั้นก็ยังจ้องหน้ายักษาตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง"เจ้ามันยักษาต่ำช้า รังแกเผ่าที่อ่อนแอกว่า" วิชชุว่าซ้ำ แยกเขี้ยวดุร้ายใส่ศัตรู เทหะยักษามองวานรน้อยนั้นแล้วกลับหัวเราะออกมา"เห็นทีเจ้าต้องเลิกอ่อนแอแล้วกลับมาแก้มือเสียกระมัง" เขาว่า ก้าวเข้ามาชิดแล้วยกมือตะปบลูกกรงเสียงดังลั่น วิชชุสะดุ้งตัวเกือบจะลอยจากพื้น ตาสีแดงวาวโรจน์ราวกับเปลวเพลิงจ้องตรงมายังร่างเล็กๆของวานรในห้องขัง"รักษาตัวเสียเจ้าลิงน้อย ข้าจะจัดหาให้กระทั่งอาวุธที่ดียิ่งกว่าเกราะแขนกลเทวะ ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยมาพิสูจน์ว่าข้าไม่ได้มีดีแค่รังแกคนอ่อนแอ" เทหะยักษาผละไป ทิ้งรอยมือบนเหล็กลูกกรงที่ยุบจนเสีบรูปจนได้ยินเสียงประตูคุกไกลๆปิดลง วิชชุถึงกับหมดแรงไหลลงไปกองกับพื้นอีกรอบ
